เทคนิคการตั้งชื่อเว็บไซต์
ผม เจอบทความ เรื่อง ?เว็บไซต์กับการสร้าง Brand ตอน การตั้งชื่อเว็บไซต์ ? เขียนโดย คุณภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ (กูรูด้าน E-Commerce และ E-Marketing) ในนิตยสาร Marketeer ฉบับเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา อ่านจบแล้วได้ความรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการตั้งชื่อเว็บ จึงตัดบางตอนมาให้อ่านกันเล่น ๆ ว่า เขามีเทคนิคตั้งชื่อเว็บไซต์อย่างไงกันบ้าง เชิญอ่านเลยครับ.....
ชื่อเว็บไซต์ถือเป็นประตูในการที่จะให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปยัง เว็บไซต์ ดังนั้นชื่อเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่จะต้องคิดตั้งชื่อให้ดี เพราะชื่อดีก็มีส่วนในการสร้างให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ
การตั้งชื่อเว็บไซต์นั้น มีวิธีการหลายอย่าง และไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับชื่อนั้นๆ เข้ากับลักษณะของเว็บ และตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ลองมาดูวิธีการและกฎในการตั้งชื่อเว็บกันครับ
ก่อนที่จะตั้งชื่อเว็บได้นั้น จะต้องทำความเข้าใจกับเว็บของเราเองเสียก่อน ว่าเว็บของเรานั้นเป็นเว็บแบบไหน ให้บริการอะไร ที่สำคัญ จุดเด่นและข้อแตกต่างของเว็บเรากับเว็บอื่น ๆ คืออะไร พูดง่ายๆ ก็คือการหา Selling Point หรือจุดขายของเว็บของเราให้ได้ก่อน หลังจากนั้น เราจะต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของเว็บด้วย ว่าพวกเขาเป็นใคร ต้องการอะไร และจะได้อะไรจากเว็บของเรา เพื่อที่จะได้ตั้งชื่อสื่อถึงบริการของเว็บ และตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
เทคนิคการตั้งชื่อโดเมนเนม คือ
1. ถ้ามีบริษัท ชื่อสินค้า หรือบริการก็ใช้ชื่อเหล่านั้นตั้งเป็นชื่อเว็บไซต์หากคุณมีบริษัทชื่อ ABC คุณก็ควรตั้งชื่อ
www.ABC.com แต่บางครั้งชื่อบริษัทของคุณอาจจะถูกคนอื่นๆ จด .com ไปแล้วคุณอาจจะไปจดเป็น .co.th ก็ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบโดเมนที่เป็นรูปแบบของบริษัทของไทย ดูมีความน่าเชื่อถือด้วยเพราะคุณจะจดชื่อ .co.th ก็ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบเมนที่เป็นรูปแบบของบริษัทของไทย ดูมีความน่าเชื่อถือด้วยเพราะคุณจะจดชื่อ .co.th ได้นั้นชื่อบริษัทของคุณจะต้องมีความสอดคล้องกับชื่อโดเมนเนมที่จะจด .co.th
2. ต้องสั้น เช่น เว็บดังๆ ของเมืองไทย สมัยแรกๆ นิยมใช้ชื่อไทยมาสะกดเป็นภาษาอังกฤษ เช่น sanook.com , hunsa.com หรือเว็บน้องใหม่มาแรงอย่าง kapook.com เพราะนอกจากคนจะจำได้แล้วยังบ่งบอกถึงความเป็นไทยและง่ายต่อการเรียกชื่อด้วย
แต่ก็มีบางครั้งที่พูดชื่อเว็บแล้ว คนอื่นก็อาจจะเข้าและสะกดชื่อเว็บไปเป็นแบบอื่นๆ ได้เพราะชื่อเว็บที่พูดสามารถสะกดได้หลายแบบ เช่น สบายดอทคอม มีวิธีการสะกดได้หลายแบบ
www.sabuy.com หรือ
www.sabye.com ก็ได้ ซึ่งตอนบอกชื่อเว็บก็คงต้องมาคอยบอกกำกับอีกทีว่า B-Y-E หรือ B-U-Y ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับผู้ฟังได้
3. จำง่าย พูดง่าย และสะกดง่าย เพราะบางครั้ง การเข้าเว็บไซต์ก็มาจาการบอกต่อหรือการได้ฟังจากวิทยุหรือเห็นตามโปสเตอร์ต่างๆ เช่นกัน ดังนั้นหากชื่อโดเมนเนมของคุณ สามารถจดจำได้ง่าย พูดและสะกดง่าย จะทำให้ลูกค้า สามารถเข้ามาที่เว็บไซต์คุณได้อย่างถูกต้อง เพราะการสะกดผิดเพียงคำเดียวหมายถึงการเข้าผิดเว็บเลยทีเดียว
4. บางครั้งชื่อยาวก็จำง่ายเหมือนกัน บางครั้งการตั้งชื่อโดเมนยาวๆ ก็สามารถจำได้ง่ายเช่นกันหากชื่อที่คุณตั้งเป็นประโยคที่มีความหมายตรงตัว พูดแล้วสามารถเข้าใจและจดจำได้ง่าย เช่น
www.ThaiSecondhand.com พอคุณพูดกับใครๆ ก็สามารถเข้าใจและสามารถจดจำได้ง่าย เพราะมีความหมายตรงตัว
5. ชื่อเว็บแสดงลักษณะของบริการของเว็บ หรือมีส่วน เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายจะได้กลับไปจากเว็บยกตัวอย่าง เช่น Hotelsthailand.com: ซึ่งไม่ต้องบอกก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นเว็บที่ให้บริการเกี่ยวกับการให้ ข้อมูลโรงแรมในประเทศไทย ThaiSecondhand.com ที่ชื่อก็บ่งบอกว่าเมื่อเข้ามาต้องเจอข้อมูลของของมือสอง หรือ pappayon.com ที่ไม่บอกก็รู้ว่าบริการที่ให้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องภาพยนตร์แน่ๆ
6. เติม s หรือไม่เติม s บางครั้งเว็บไซต์ที่คุณใช้ อาจจะสามารถลงท้าย s หรือไม่มี s ก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดี ก็ควรจดไปทั้งสองแบบคือแบบ มี s และไม่มี s เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของผู้ใช้บริการเช่น www. HotelThailand.com (ไม่มี s) และ www HotelsThailand.com ( มี s) หากกดเข้า 2 โดเมนนี้ก็จะเข้าไปที่เดียวกัน(แต่
www.HotelsThailand.com สำหรับภาษาไทยและ www. HotelThailand.com เป็นภาษาอังกฤษ แต่ทั้งสองเว็บก็เป็นของเจ้าของคนเดียวกัน
7. หลีกเหลี่ยงการใช้ ? (ขีดกลาง หรือ Hyphen) เพราะคนส่วนใหญ่เวลาพูดชื่อหรือเข้าเว็บไซต์จะไม่ค่อยใช้(ขีดกลาง) ขั่นระหว่างคำตอนพิมพ์ชื่อโดเมนเนม เช่น
www.one-2-call.com หากคนส่วนใหญ่หากพูดจะพูดกันแค่
www.one2call.com ไม่พูด ? (ขีดกลาง) กันซึ่งอาจจะทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์นั้นได้
8. การตั้งชื่อแบบไม่มีความหมายเลยก็ได้ เช่น google.com, yahoo.com, หรือเว็บประมูลชื่อดัง ebay.com แต่เมื่อ Brand ได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว กลุ่มเป้าหมายก็จะจดจำได้ และสร้างความเกี่ยวเนื่องของ Brand กับบริการของเว็บขึ้นมาเอง บางเว็บนึกไม่นอก ถึงกับตั้งชื่อเลียนแบบเว็บดังๆ เลยก็มี เช่น google.com เว็บ search engine ที่อาศัยความบังเอิญที่คนอาจจะสะกดผิด แทนที่จะเข้าไป google ก็มาที่นี่แทน (แต่คุณภาวุธไม่แนะนำวิธีนี้นะครับ)
9. การใช้ชื่อแคมเปญหรือคำวลีที่เกี่ยวข้องหรือดึงดูดมาตั้ง การ ตั้งชื่อโดเมนลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมในช่วงปี 2005 โดยแบรนด์สินค้าหลายๆ อันมักจะทำเว็บไซต์ที่เป็นแคมเปญใหม่ขึ้นมา เช่น แชมพู คลินิก เปิดเว็บใช้ชื่อ ClearOilyHead.com chevron ตั้งชื่อเว็บไซต์ใหม่
http://www.WillYouJoinUs.com / เพื่ออธิบายเกี่ยวกับเรื่องการใช้พลังงาน
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการตั้งชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนมที่จะ ช่วยทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถ รับและเข้าใจในชื่อของเว็บไซต์คุณได้ ซึ่งหากชื่อจำง่าย ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วละครับ ....
อ่านบทความของคุณภาวุธจบแล้ว ผมก็นึกถึงชื่อเว็บไวต์ของผมเองคือ
www.chaiyospun.com ชื่อนี้มีที่มาง่าย ๆ ตามความตั้งใจของผม ดังนี้
1. เป็นชื้อของผมต่อด้วคำแรกของนามสกุลผม คือ Chaiyos Punsakulchai จึงกลายมาเป็น chaiyospun
2. ความหมายภาษาไทย หมายถึง อาชีพวิทยากรของผม ที่ต้องพัฒนาคน สร้างคน หรืออีกนัยหนึ่งคือการปั้นคนนั่นเอง ชื่อเว็บนี้ถ้าเขียนและอ่านเป็นภาษาไทยอ่าน ก็จะเป็นคำว่า ไชยยศปั้น
3. อีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการเรียกชื่อจริงผม (ไชยยศ) กับชื่อเล่นลูกชาย (ปั้น) ต่อกันไป อันนี้เป็นความชอบส่วนตัว ไม่มีเหตุผล ก็ผมชอบเรียกชื่อลูกชายไงล่ะครับ
ผมมีวิธีการที่จะทำสร้างแบรนด์ให้ลูกค้ารู้จักผม นึกถึงผม และ เข้าไปค้นหาเว็บไซต์ของผม โดย
1. ไม่แจกนามบัตร (ผมเลิกแจกมาเกือบปีแล้ว เหมาะกับยุค Paperless แถมได้ช่วยลดภาวะโลกร้อนนิดหนึ่งก็ยังดี) แต่ผมแนะนำให้ลูกค้าเข้าไปใน google แล้วพิมพ์คำภาษาไทยว่า ไชยยศปั้น หรือ ภาษาอังกฤษว่า chaiyospun ก็ได้ แค่นี้ก็จะเจอข้อมูลส่วนตัว รวมทั้งบทความของผมมากมาย
2. ไม่ส่ง Profile ข้อมูลวิทยากรเป็น attached file ไปให้ลูกค้า แต่แนะนำให้อ่าน หรือดาวน์โหลดได้เองจาก เว็บ chaiyospun
3. ทำลิงค์จากเว็บ ไปยังบล็อกส่วนตัวของผมที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อเว็บไซต์ คือ chaiyospun มีบทความและสาระน่ารู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายของผม คือลูกค้าที่ทำงานด้านการฝึกอบรม และพัฒนาคน ได้อ่านกันเป็นประจำ
เครดิต :
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=280653